วันพฤหัสบดีที่ 30 เดือน มีนาคม พุทธศักราช 2560 | เวลา 19 นาฬิกา 30 นาที
 
 หน้าแรกของเว็บไซต์
 ประวัติต่าง ๆ วัดช่องลม
ประวัติวัดสุทธิวาตวราราม ประวัติพระอุโบสถ ประวัติพระประธาน ประวัติเจ้าอาวาสวัดช่องลม ประวัติหลวงปู่แก้ว ประวัติวิหารหลวงปู่แก้ว ประวัตินกนางแอ่นในวิหาร ประวัติผู้ก่อตั้งวัดช่องลม ประวัติวัตถุมงคล ประวัติอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ประวัติอุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิม
 ประวัติต่าง ๆ สมุทรสาคร
พระพุทธเจ้าหลวงกับสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครในอดีต ตราประจำจังหวัดสมุทรสาคร ตราสัญลักษณ์เทศบาลสมุทรสาคร ท่าเรือเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ประวัติโรงพยาบาลสมุทรสาคร
 เพลงธรรมะ - เสียงธรรม
 เส้นทางมาวัดสุทธิวาตวราราม
 แบบฟอร์มติดต่อ-สอบถาม





























































   


พระพุทธเจ้าหลวงกับสมุทรสาคร


1. พระราชประวัติสังเขป
       พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินราบรมราชินี พระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าชายจุฬาลงกรณ์ เมื่อพระชนม์ได้ 9 พรรษา ได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ ต่อมาอีก 4 ปีก็ได้เลื่อนเป็นกรมขุนพินิตประชานาถ
       พรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 มีพระชันษาเพียง 16 ปี สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จังเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรรมหมื่นบวรวิไชยชาญ ซึ่งเป็นโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นมหาอุปราช
       ในระหว่างรัชสมัยของพระองค์ ได้ทรงบำเพ็ญ พระราชกรณียกิจ ล้วนเป็นคุณ ประโยชน์แก่ประเทศชาติสุดที่พรรณนา ได้ทรงอุปถัมภ์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ก็ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างประเทศชาติให้เป็นอารยประเทศ กล่าวคือ
       1) ได้ทรงปรับปรุงวิธีการปกครองแผ่นดินจากโบราณมาเป็นแบบกระทรวงทบวงกรมซึ่งยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้
       2) ได้ทรงประกาศเลิกทาส ด้วยพระนโยบายที่สุขุมลึกซั้งโดยยึดสิทธิมนุษยชนนับว่าเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ อันนำไปสู่การปกครองแบบประชาธิไตยในต่อมา
       3) ได้ทรงจัดระเบียบการศาลยุติธรรมให้เรียบร้อย เป็นผลให้นานาชาติยอมให้คนในบังคับของตนมาขึ้นศาลไทย
       4) ได้ทรงขยายการศึกษาให้กว้างขวาง ได้ทรงสร้างโรงเรียนแผนปัจจุบันให้กุลบุตรกุลธิดาได้รับการศึกษาอบรมกันได้ทั่วหน้าทั้งในด้านสามัญศึกษาและอาชีวศึกษา
       5) ได้ทรงสร้างทางคมนาคม โดยเฉพาะทางรถไฟได้เริ่มมีเป็นครั้งแรก เพื่อให้สะดวกต่อการติดต่อค้าขายในประเทศ
       6) ได้ทรงจัดระเบียบการทหารบก ทหารเรือ ให้มีความรู้ความชำนาญในการยุทธวิธีตามแบบฝรั่ง ได้ทรงออกพระราชบัญญัติลักษณะการเกณฑ์ทหาร ให้ชายฉกรรจ์ทุกคนเข้ารับราชการทหารทำหน้าที่ป้องกันประเทศชาติบ้านเมือง
       7) ได้ทรงจัดการสาธารณสุข จัดตั้งโรงพยาบาลและการจัดการสาธารณูปโภคเช่นจัดให้มีการประปาขึ้นเป็นครั้งแรก จัดตั้งกรมสุขภิบาล เพื่อดูแลรักษาความสะอาดและควบคุมการก่อสร้าง

2. ประวัติจังหวัดสมุทรสาครโดยสังเขป
       กำเนิดของเมืองสาครบุรีหรือจังหวัดสมุทรสาคร ปรากฎว่าในพงศาวดารไทยรบพม่าพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ. 2099 ดังนี้คือ
       เพื่อจะให้สะดวกแก่การเรียกหาผู้คนเวลาเกิดสงครามจังให้ตั้งเมืองใหม่ขึ้นอีกคือ
       1. แยกบ้านตลาดขวัญขึ้นเป็นเมืองนนทบุรีเมืองหนึ่ง
       2. ยกบ้านท่าจีนขึ้นเป็นเมืองสาครบุรีเมืองหนึ่ง
       3. แบ่งเอาเขตราชบุรีมารามกับสุพรรณบุรี ตั้งเป็นเมืองนครไชยศรีขึ้นอีกเมืองหนึ่ง
       เมืองสาครบุรีหรือจังหวัดสมุทรสาคร เป็นจังหวัดที่อยู่ชายทะเลชื่อเดิมทีเดียวมีชื่อว่า บ้านท่าจีน (ชื่อตามแม่น้ำท่าจีน) ที่ได้ยกขึ้นเป็นเมองสาครบุรี เพราะเป็นแหล่งชุมนุมการค้าขายของพ่อค้าสำเภาจีนที่ล่องมาจากกวางตุ้ง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสมุทรสาครในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา
       จังหวัดนี้ ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำท่าจีนติดกับอ่าวไทยมีเนื้อที่ประมาณ 839.867 ตร.กม. อาณาเขตทิศเหนือติดต่อเขตจังหวัดนครปฐม ทิศใต้จดอ่าวไทย ทิศตะวันออกติดต่อเขตกรุงเทพมหานคร ทิศตะวันตกติดต่อเขตจังหวัดสมุทรสงคราม แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 อำเภอ คือ
       1) อำเภอเมืองสมุทรสาคร มี 17 ตำบล มีเทศบาลเมือง 1 แห่ง คือเขตเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ประชากรส่วนใหญ่ประอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำนา ทำสวน ทำการประมง ทำนาเกลือ นากุ้ง และเลี้ยงเป็ด
       2) อำเภอกระทุ่มแบน มี 10 ตำบล มีเทศบาลตำบล 1 แห่ง คือเทศบาลตำบลกระทุ่มแบนและสุขาภิบาล 1 แห่ง คือสุขาภิบาลอ้อมน้อย ประชากรส่วนใหญ่ประอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงหมู และการอุตสาหกรรม
       3) อำเภอบ้านแพ้ว มี 11 ตำบล มีสุขาภิบาล 2 แห่ง คือ สุขาภิบาลบ้านแพ้ว และสุขาภิบาลหลักห้า ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีเกษตรกรรม ได้แก่ทำสวนทำนา
       ประชากรทั้งหมดแบ่งตามขนบประเพณี มี 3 ประเภท คือ กลุ่มทีมีขนบประเพณีไทยแท้ๆ ประมาณ 40 % กลุ่มที่มีขนบประเพณีรามัญ (มอญ) มีประมาณ 20% จากจำนวนประชากรทั้งจังหวัดมี 236,410 คน
       การคมนาคม ในท้องที่จังหวัดสมุทรสาครมีเส้นทางคมนาคมติดต่อกันดังนี้
       ก. ทางบก
       1) ทางรถไฟสายมหาชัย-วงเวียนใหญ่ ระยะทางยาวประมาณ 31.1 กม. และจากมหาชัย-แม่กลอง (สมุทรสงคราม) ระยะทางประมาณ 33.7 กม.
       2) ทางรถยนต์ สายเศรษฐกิจ 1 จากมหาชัยบรรจบกับถนนเพชรเกษมที่ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน ยาวประมาณ 21 กม.
       3) ทางรถยนต์ สายธนบุรี-ปากท่อ ตั้งต้นจากทางแยกถนนสุขสวัสดิ์ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครผ่านมาถึงจังหวัดสมุทรสาครตัดถนนเศรษฐกิจ 1 ที่ กม. 28
       ข. ทางน้ำ
       1) คลองมหาชัย จากตำบลมหาชัย ตรงไปคลองด่าน ออกคลองบางหลวง ถึงปากคลองตลาดกรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 60 กม.
       2) จากตำบลมหาชัยขึ้นไปตามลำแม่น้ำท่าจีน เข้าคลองหมาหอน ทางซ้าย มือถึงตำแกลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ระยะทางยาวประมาณ 20 กม.
       3) จากตำบลมหาชัย ขึ้นไปตามลำแม่น้ำท่าจีน แยกเข้าคบองภาษีเจริญทางขวามือ ผ่านประตูน้ำอ่างทอง ไปอำเภอกระทุ่มแบน ถึงกรุงเทพมหานคร หากไปตามลำแม่น้ำท่าจีนต่อไป จะถึงคลองบางยางทางซ้ายมือ ผ่านประตูน้ำบางยาง ไปตามลำคอลงดำเนินสะดวก เข้าเขตราชบุรี และสมุทรสงครามออกสู่แม่น้ำแม่กลองและถ้าขั้นไปตามลำน้ำท่าจีนต่อไปอีกก็จะผ่านจังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จนทะบุคลองมะขามเฒ่าต้นแม่น้ำท่าจีน
       4) จากตำบลมหาชัย ล่องไปทางปากอ่าวก็จะถึงคอลงสรรพสามิต ทางซ้ายมือไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอเมืองสมุทรปราการ
       การจัดการศึกษา
       ก. ประเภทประถมศึกษามี 141 โรงเรียน
       1) โรงเรียนอนุบาล 1 โรง
       2) โรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 13 โรงเรียน
       3) โรงเรียนสังกัดเทศบาล 8 โรงเรียน
       4) โรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด 106 โรงเรียน
       ข. ประเภทมัธยมศึกษา มี 8 โรงเรียน
       ค. ประเภทอาชีวศึกษา มี 1 โรงเรียน
       ง. ประเภทการศึกษาผู้ใหญ่ มี 1 แห่ง คือ ศูนย์การศึกษาประชาชน จังหวัดสมุทรสาครวัดกลางอ่าวแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสาคร
       จ. วิทยาลัยพลศึกษา 1 แห่ง

3. พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชต่อจังหวัดสมุทรสาคร
       จังหวัดสมุทรสาครมีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์และทางเศรษฐกิจ ดังได้กล่าวแล้ว คือ ทางด้านเศษฐกิจเคยมีพ่อค้าสำเภาจีนมาทำการค้าขาย พระเจ้าเสือเคยเสด็จประพาสทรงเบ็ด พันท้ายนรสิงห์ถูกประหารชีวิตและตั้งศาลเจ้าพ่อพ้นท้ายนรสิ่งห์ไว้ที่ตำบลโคกขาม มองสิเออ เดอสลลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาเมืองไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหารก็เคยมีพักที่ป้อมหน้าวัดช่องลม เมื่อ พ.ศ. 2230 และพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสิทนร์ ก็เคยเสด็จรับถวายถนนตำบลท่าฉลอม และทรงเปิดสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทยที่ตำบลท่าฉลอม เมื่อ พ.ศ. 2448
       การจัดตั้งสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมครั้งนั้น เนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้ทรงเห็นตัวอย่างการปฏิบัติทางดินแดนมลายุ ซึ่งอยู่ในการปกครองของอังกฤษได้ดำเนินการแบ่งแยกอำนาจในการบำรุงบางอย่างให้แก่องค์การท้องถิ่นได้ผลดี และการที่พระองค์ทรงจัดตั้งสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมเป็นแห่งแรกนั้น ก็เพราะพระองค์ได้เสด็จประพาสผ่านมาทางเมืองสาครบุรี และได้พบเห็นตลาดท่าจีนหรือตลาดท่าฉลอมนั่นเอง สกปรกมาก ต่อมาได้ประพาสเมืองนครเขื่อนขันธ์ อำเภอพระประแดง ก็ทรงไม่พอพระราชหฤทัยอี ที่ทรงเห็นตลาดเมืองนครเขื่อนขันธ์สกปรกมาก จึงทรงตรัสปรารภขึ้นในที่ประชุมเสนาบดีว่า ตลาดเมืองนครเขื่อนขันธ์สกปรกโสโครกเหมือนตลาดท่าจีน (คือตลาดท่าฉลอม) จึงเป็นเหตุให้กรมหลวงตำรงราชานุภาเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย กับเจ้าเมืองสมุทรสาครคิดแก้ไขตลาดท่าฉลอมโดยนำวิธีการสุขาภิบาลมาใช้ ได้ทำการเรี่ยไรเงินจากพ่อค้าตลาดท่าฉลอมได้เงินถึง 5,472 บาทตึงทำการขุดคู ทำถนน ปูด้วยอิฐ ยาวถึง 11 เส้น 14 วา กว้าง 2วา และคิดทดลองเปิดสุขาภิบาลที่ตำบลท่าฉลอม โดยประชุมราษฎรตกลงขอพระราชทานเงินค่าภาษีโรงร้าน โดยจัดเก็บร้านค้าละ 3 บาท เรือนโรงที่มิใช่ร้านค้าแห่งละ 6 สลึง เพื่อใช้ทำนุบำรุงกิจการของท้องถิ่น รวม 3 อย่าง คือ ซ่อมถนน จุดโคมไฟให้มีแสงสว่างในเวลาค่ำคืน จ้างลูกจ้างสำหรับกวาดขยะมูลผอยซึ่งพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต โดยมีประกาศพระบรมราชโองการเรียกว่า “ ประกาศแก้ภาษีโรงร้านจัดการสุขาภิบาลที่ตลาดท่าฉลอมเมืองสมุทรสาคร” ลงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2448 นับว่าเป็นการกระจาทยอำนาจให้แก่ราษฎรได้มีส่วนในการปกครองท้องถิ่นของตนเป็นครั้งแรก ผลของการจัดตั้งสุขาภิบาลที่ตลาดท่าฉลอมนี้ปรากฏว่าเป็นที่นิยมของประชาชนมากขึ้น ๆ ในเวลาต่อมา จนถึง พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช ได้โปรดเกล้าให้ใช้พระราชบัญญัติ จัดการสุขาภิบาล หัวเมืองขึ้น เรียกว่า “พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาล พ.ศ. 2451 (ร.ศ. 127)” มาจนทุกวันนี้

จำเริญ โพธิ์ปั้น ผู้รวบรวม หนังสืออ้างอิง นิสิตจุฬา





สงวนลิขสิทธิ์ 2553-2555 โดย พี แอนด์ พี คอมพิวเตอร์
= หนังสืออ้างอิง = เกี่ยวกับผู้จัดทำ =