วันอังคารที่ 21 เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช 2560 | เวลา 0 นาฬิกา 21 นาที
 
 หน้าแรกของเว็บไซต์
 ประวัติต่าง ๆ วัดช่องลม
ประวัติวัดสุทธิวาตวราราม ประวัติพระอุโบสถ ประวัติพระประธาน ประวัติเจ้าอาวาสวัดช่องลม ประวัติหลวงปู่แก้ว ประวัติวิหารหลวงปู่แก้ว ประวัตินกนางแอ่นในวิหาร ประวัติผู้ก่อตั้งวัดช่องลม ประวัติวัตถุมงคล ประวัติอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ประวัติอุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิม
 ประวัติต่าง ๆ สมุทรสาคร
พระพุทธเจ้าหลวงกับสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครในอดีต ตราประจำจังหวัดสมุทรสาคร ตราสัญลักษณ์เทศบาลสมุทรสาคร ท่าเรือเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ประวัติโรงพยาบาลสมุทรสาคร
 เพลงธรรมะ - เสียงธรรม
 เส้นทางมาวัดสุทธิวาตวราราม
 แบบฟอร์มติดต่อ-สอบถาม





























































   


จังหวัดสมุทรสาครในอดีต

       "ยกบ้านท่าจีนขึ้นเป็นเมืองสาครบุรีเมือง ๑ "
       ข้อความนี้เป็นการกล่าวถึงการกำเนิดของเมืองสาครบุรี หรือจังหวัดสมุทรสาครในปัจจุบันนี้ปรากฏในพงศาวดารไทยรบพม่า พระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพกล่าวไว้ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ดังนี้
       ".......เพื่อจะให้สะดวกแก่การเรียกหาผู้คนเวลาเกิดศึกสงคราม จึงให้ตั้งเมืองขึ้นใหม่อีก ๓ เมือง ๑............."
       ประวัติศาสตร์สากร ของหลวงวิจิตรวาทการ เล่ม ๓ กล่าวถึงการยกบ้านท่าจีนขึนเป็นเมืองสาครบุรีในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักพรรดิหลังจากสงครามกับเขมร (พ.ศ.๒๐๙๙)ว่า ".......นอกจากการก่อสร้างมาแล้ว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิยังได้ตรวจบัญชีสำมโนครัวราษฏรได้จำนวนชายฉกรรจ์ในมณฑลราชฑาถึงแสนเศษ แล้วจัดระเบียบการเรียกกระดมพลให้สะดวกขึ้นกว่าแก่ก่อน ในการนี้ ให้ตั้งเมืองชั้นในเพิ่มขึ้นหลายเมืองคือ ตั้งบ้านท่าจีนขึ้นเป็นเมืองสาครบุรีเมืองหนึ่ง......................."
       พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาได้กล่าวถึงตอนตั้งเมืองสาครบุรีไว้ว่า"ให้เอาบ้านท่าจีนตั้งเป็นเมืองสาครบุรี ให้เอาบ้านตลาดขวัญตั้งเป็นเมืองนนทบุรี ได้แบ่งเอาแขวงเมืองราชบุรี แขวงเมืองสุพรรณบุรีตั้งเป็นเมืองนครไชยศรี.........."
       ความตรงกันว่า จังหวัดสมุทรสาครหรือสาครบุรี ได้ยกขึ้นเป็นเมืองและปรากฏอยู่ในพงศาวดารของชาติไทยตี้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เป็นต้นมา
       ครั้งต่อมาในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตามจดหมายเหตุการเดินทางของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสจากอยุธยาไปถึงเมืองมะริด พ.ศ. ๒๒๓๐ สองปีก่อนสิ้นรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีความตอนหนึ่งว่า"..............เมื่อข้าพเจ้าได้เดินทางจากบางกอกมาได้ประมาณ ๔หรือ๕ไมล์ ข้าพเจ้าได้พบกับกลาสีเรือ ๒๕ คนซึ่งข้าพเจ้าเรียกมาจากเมืองมะริด..............แม่น้ำตอนนี้แคบเข้าทุกที เกือบจะเป็นคลองเล็กๆอยู่แล้ว น้ำตื้นมาก จึงต้องใช้กระบือสำหรับลากเรือไปตามเลน จนกว่าจะถึงน้ำลึก และกระบือเหล่านี้ก็ได้วางไว้เป็นระยะทางซึ่งเป็นระยะยาวอยู่ในราว ๒หรือ๓ไมล์ เมื่อพ้นที่ตื้นไปถึงน้ำลึกแล้วก็ได้เดินทางไปถึงท่าจึนได้อย่างสะดวกและได้ไปถึงท่าจีนในราวบ่าย๔โมง ในระยะนี้ได้เดินทางผ่านแม่น้ำหลายแม่น้ำซึ่งมีคลองขุดเป็นคลองตรงๆติดต่อกันหมด
       เมืองท่าจีนนี้เป็นเมืองใหญ่ ไกลจากบางกอกหนทางประมาณ๘ไมล์ และเป็นเมืองที่ขึ้นกับเมืองราชบุรี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซึ่งเป็นแม่น้ำที่งามน่าดูมาก แม่น้ำนี้ลึก เรือขนากมีระวางเพียง๑๐๐ตันขึ้นล่องได้สะดวก และในเวลาที่ข้าเจ้าได้ไปถึงท่าจีนนั้น ก็มีเรือสำเภาจีนขนาด๑๐๐ตันและเรือแขกมลายูจอดอยู่ในแม่น้ำหลายลำ เจ้าพนักงานได้จัดให้ข้าเจ้าขึ้นพักบนเรือน ซึ่งได้ปลูกขึ้นโดยเฉพาะสำหรับข้าพเจ้า และบนเรือนี้ก็มีเครื่องเรือนธรรมดา ที่เมืองนี้มีป้อมเล็กๆอยู่หนึ่งป้อมก่อด้วยอิฐและกำแพง ป้อมนั้นสูงอยู่ในราว๑๐ ฟิต แต่หามีคูหรือชานป้อมไม่ มีแต่หอรบซึ่งมีบื่นขนาดเซ็กและเป็นบื่นทางเหลืองด้วย เมื่อข้าพเจ้ามาถึง บื่นเหล่านี้ก็ยิงรับข้าพเจ้า ในที่นี้มีน้ำสำหรับรับประทาน เป็นน้ำดีมาก
       ณ วันที่ ๑๘ เดือนธันวาคม ข้าพเจ้าได้ออกจากท่าจีนเพื่อไปแม่กลอง"
       (จากประชุมพงศาวดารฉบับความสำคัญ ของหลวงวิจิตวาทการ)

       ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสกับพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามีความตรงกันว่า"จุลศักราช๑๐๖๖(พ.ศ. ๒๒๔๗)ปีวอกฉศกขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเสด็จด้วยเรือพระที่นั่งเอกชัยจะไปประพาสทรงเย็ด ณ ปากจ้ำเมืองสาครบุรี ครั้งเรือพระที่นั่งไปถึงตำบลโคกขาม และคลองที่นั่นคดเคียวมาก และพันท้ายนรสิงห็ ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่งคิดแก้ไขมิได้ทันที และศีรษะเรือพระที่นั่นนั้น โขนพระทบกิ่งไม้อันใหญ่เข้ก็กักตกลงในน้ำ พันท้านนรสิงห็เป็นเข่นนั้นก็ตกในจึงโดดขึ้นเสียจากเรือพระที่นั่งและขึ้นอยู่บนฝั่งแล้วร้องกราบทูลพระกรุณาว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมพระราชอาญาเป็นล้นเกล้าฯ ขอจงทรงพระกรุณาโปรดให้ทำศาลขึ้นที่นี้ สูงประมาณเพียงตา แล้วจงตัวเอาศีรษะข้าพระพุทธเจ้ากับศีรษะเรืองพระที่นั่งซึ่งหักน้ำไปนั้น ขึ้นบวงสรวงไว้ด้วยกันที่นี้ ตามพระราชกำหนดในบทพระอัยการด้วยเถิด จึงมีพระราชโองการตรัสว่า อ้ายพันท้ายนรสิงห์ซึ่งโทษเอ็งถึงที่ตายนั้นก็ชอบอยู่แล้ว แต่ทว่าบัดนี้กูจะยกโทษเสีย ไม่เอาโทษเอ็งแล้ว เอ็งจงคืนมาลงเรือไปด้วยกูเถิด ซึ่งศีรษะเรืองที่หักนั้น กูจะทำต่อเอาใหม่แล้ว เอ็งอย่าวิตกเลย พันท้ายนรสิงห์จึงกราบทูลว่าซึ่งทรางพระกรุณาโปรดมิได้เอาโทษข้าพระพุทธเจ้านั้น พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ทว่าจะเสียขนบเนียมในพระราชกำหนดกฎหมายไป และซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมาละ พระราชกำหนดสำหรับแผ่นดินเสียดังนี้ ดูมิบังควรยิ่งนัก นานไปภายหน้าเห็นว่าคนทั้งปวงจะล่วงครหาติเตียนดูหมิ่นได้ และพระเจ้าอยู่หัวอย่าทรงพระอาลัยแก่ข้าพระพุทธเจ้าผู้ถึงแก่มรณโทษนี้เลย จงทรงพระอาลัยถึงพระราชประเพณีอย่าให้เสียขนบธรรมเนียมไปนั่นดีกว่า อันพระราชกำหนดมีมาแต่โบราณนั้น ว่า ถ้าพันท้ายผู้ใดถือท้ายเรือพระที่นั่งให้ศีรษะเรืองพระที่นั่งนั้นหัก ท่านว่าพันท้ายผู้นั้นถึงมรณโทษให้ตัดศีรษะเสีย และพระเจ้าอยู่หัวจงทรงพระกรุณาโปรดให้ตัดศีรษะข้าพระพุทธเจ้าเสือตามโบราณราชกำหนดนั้นเถิด จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้ฝีพายทั้งปวงปั้นมูลดินเป็นรูปพันท้ายนรสิงห์ขึ้น แล้วก็ให้ตัดศีรษะรูปดินนั้นเสีย แล้วดำรัสว่า อ้ายพันท้ายนรสิงห์ซึ่งโทษเอ็งถึงตายแล้วนั้นกูจะประหารชีวิตเอ็งเสียพอเป็นเหตุแทนตัวเอ็งแล้ว เอ็งอย่าตายเลย จงกลับมาลงเรือไปด้วยกันกับกูเถิด พันท้ายนรสิงห์เห็นดังนั้นก็มีความละอายนักกลัวจะเสียพระราชกำหนดโดยขนบธรรมเนียมโบราณไป เกรงคนทั้งปวงจะครหาติเตียนดูหมิ่นในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งตนได้ สู้เสียสละชีวิตของตัวมิได้อาลัย จึงกราบทูลว่า ขอพระราชทานซึ่งพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้าครั้งนี้พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ทว่าซึ่งจะตัดศีรษะรูปดินแทนตัวข้าพระพุทธเจ้าดังนี้ ดูทำเป็นเล่นไป คนทั้งหลายจะล่วงครหาติเตียนได้ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาโปรดตัดศีรษะข้าพระพุทธเจ้านั้นจริงเถิด อย่าให้เสียขนบธรรมเนียมในพระราชกำหนดไปเลย ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลฝ่ากบุตรและภรรยาแล้วก็จะขอกราบถวายบังคมลาตามไปโดยลักษณะยถาโทรอันกราบทูลไว้นั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฝังดังนั้น ก็ดำรัสวิงวอนไปหลายครั้ง พันท้ายนรสิงห์ก็มิยอมอยู่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหาการุณภาพแก่พันท้ายนรสิงห็เป็นอันมาก จึงกลั้นน้ำพระเนตรนั้นไว้มิได้ จำเป็นจำทำตามพระราชกำหนด จึงดำรัสสั่งนายเพชฌฆาตให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์เสีย แล้วให้ทำศาลเพียงตาขึ้นและให้เอาศีรษะพันนรสิงห์กับศีรษะเรือพระที่นั่ง ซึ่งหักนั้นขึ้นพลีกรรมไว้ด้วยกันบนศาลนั้น แล้วให้ออกเรือพระที่นั่งไปประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี แล้วเสด็จกลับยังพระมหานคร และศาลเทพารักษ์ที่ตำบลโคกขามนั้น ก็มีปรากฎมาตราบเท่าทุกวันนี้
       จึงพระมหาบพิตรพรุพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระราชดำริว่า ณ คลองโคกขามนั้นคดเคี้ยวนัก คนทั้งปวงจะเดินเรือเข้าออกก็ยาก ต้องอ้อมวงไปไกลมากกันดารนัก ควรเราจะให้ขุดลัดตัดเสียให้ตรงจึงจะชอบ อนึ่ง พันท้ายนรสิงห์ที่ตายเสียนั้น เป็นคนซื่อสัตย์มั่นคงนัก สู้เสียสละชีวิตมิได้อาลัย กลัวว่าเราจะเสียพระราชประเพณีไป เรามีความเสียดายนัก ด้วยเป็นข้าหลวงเดิมมาแต่ก่อนอันจะหาผู้ซึ่งรักใครซื่อตรงต่อเจ้าเหมือนพันท้ายนรสิงห์นั้นยากนัก แล้วดำรัสให้เอากเฬวรพันท้ายนรสิงห์นั้นมาแต่งการฌาปนกิจพระราชทานเพลิง และบุตรภรรยานั้นพระราชทานเงินทองสิ่งของเป็นอันมาก แล้วมีพระราชโองการตรัสสั่งสมุหนายกให้กะเกณฑ์เลขหัวเมือง ก็ได้สามหมื่นให้ขุดคลองโคกขาม ละให้ขุดลัดตัดให้ตรงตลอดไป โดยลึกสักหกศอก ปากคลองกว้างแปดวา พื้นคลองกว้างหกวา และให้พระราชสงครามเป็นแม่กองคุมพลหัวเมืองทั้งปวง ขุดคลองลงแล้วสำเร็จดุจพระราชกำหนด แล้วมีพระราชดำรัสปีมะเมียสัมฤทธิศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีนั้นได้ ขุดคลองสำโรงตำบลหนึ่ง......"
       และในแผ่นดินนี้เอง
       "ครั้นล่วงมาลุศักราช 998 (พ.ศ. 2179) ปีชวดอัฐศก.....และครั้งนี้เราจะขุดคลองโคกขามให้เป็นเกียรติยศไว้ตราบเท่ากัลปาวสาน จึงเจ้าพระยาจักรีก็เกณฑ์เอาเลขหัวเมือง นนทบุรี เมืองธนบุรี เมืองสมุทรปราการ ได้พลหัวเมืองทั้งปวงสามหมื่นเศษ มอบให้พระราชสงครามผู้เป็นนายกอง และพระราชสงครามก็กราบถวายบังคมลาถือพลหัวเมืองทั้งปวง ไปทำการขุดคลองโคกขาม และที่ซึ่งจะขุดไปทะลุออกแม่น้ำเมืองสาครบุรีนั้น ให้รังวัดได้ทางไกลสามร้อยยี่สิบเส้น และให้ฝรั่งส่องกล้องตัดทางให้ตรง และจึงปักกรุยแบ่งปันหน้าที่การขุดตามหมาวตามกองและปันหน้าที่ให้ขุดคนหนึ่งโดยยาวหนึ่งคืบ กว้างลึกโดยขนาดคลอง"
       แต่คลองโคกขามนี้ยังขุดไม่เสร็จจนในแผ่นดินสมเด็จพระสรรเพชรที่ 9 (ขุนหลวงท้ายสระ) ที่ปรากฏตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับความสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ตอนหนึ่งว่า
       "จุลศักราชได้ 1083 (พ.ศ. 2264) ปีฉลูตรีศก พระเจ้ากรุงเทพมหานครเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเบ็ดที่ปากน้ำท่าจีน เมื่อถึงคลองมหาชัย เห็นคลองนั่นยังขุดไม่แล้วค้างอยู่ครันทรงเบ็ดแล้ว กลับคืนมาถึงพระนคร จึงทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้พระราชสงครามเป็นนายกองให้กะเกณฑ์คนหัวเมืองปักษ์ใต้แปดหัวเมือง ให้ได้คนสามหมื่นเศษสี่หมื่น ไปขุดคลองมหาชัย จึงให้ผรั่งส่องกล้องแก้วดูให้ตรงปาคลองปักกรุยลงเป็นสำคัญ ทางไกลสามร้อยยี่สิบเส้น ได้ขุดคลองลึกหกศอก กว้างแปดวาเท่าเก่า เกณฑ์กันเป็นหน้าที่ คนสามหมื่นขุดสองเดือนเศษจึงแล้วพระราชสงครามกลับมาเผ้ากราบทูลพระกรุณาให้ทรงทราบทุกประการ สามเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบทรงปิติปราโมทย์ จึงตั้งพระราชสงครามให้เป็นพระยาราชสงคราม แล้วพระราชทานเจียดทอง เสื้อผ้าเงินตราเป็นอันมาก คลองนั้นได้ชื่อคลองมหาชัยมาตราบเท่าทุกวันนี้"
       ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ ยกเมืองสาครบุรีขึ้นกรมเจ้าท่า ความปรากฎตามประชุมพงศาวดารฉบับความสำคัญของหลวงวิจิตรวาทการว่า
       ".....แบ่งหัวเมืองขึ้น กลาโหม มหาดไทย กรมท่า ในรัชกาลที่1 กรุงรัตโกสินทร์.......ยังคงเมืองขึ้นกรมท่าอีก 8 เมือง คือ เมืองนนทบุรี 1 เมืองสมุทรปราการ 1 เมืองสาครบุรี 1 ....."
       สร้างป้องวิเชียรโชฎก และขุดคลองสุนักหอน พ.ศ. 2371
       ในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตามพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพาการวงศ์ว่า
       ".....ที่ เมืองสาครบุรีก็โปรดให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) ไปทำป้อมที่ทางร่วมริมปากคลองมหาชัยป้อม 1 ครั้นแล้วโปรดให้ชื่อป้อมวิเชียรโชฎก ค่าแรงจีนถือปูนเงิน 47 ชั่ง 15 ตำลึง 3 บาท 2 สลึง 1 เฟื้อง โปรดให้ยกเอาครัวมอญในเจ้าพระยามหาโยธา ซึ่งไปตั้งทำมาหากินอยู่ที่เมืองสาครบุรี เจ้ากรมป้อมชื่อ หลวงพหลมหิมา ขุนเดชาชำนาญ ปลัดกองแล้วโปรดให้เจ้าพระยาพระคลังเป็นแม่กอง ไปขุดคลองสุนัขหอน เจ้าพระยาพระคลังพิเคราะห์ดูเห็นว่า น้ำชนกันที่ตรงนั้นคงตื้นเขินทุกแห่ง ถ้าขุดคลองแยกเข้าไปที่น้ำชนให้สายน้ำไหปลเลยเข้าไปตรงที่น้ำชนนั้นก็จะไม่ตื้นเขิน จึงจ้างจีนขุดที่น้ำชนแยกเข้าไปทุ่งริมบ้านโพธิหักสายหนึ่ง แล้วขอแรงกระบือราษฎรชาวบ้านลงลุยในคลองนั้น น้ำขึ้นลงเชี่ยว ก็ลึกอยู่ได้ ไม่ตื้นมาจนทุกวันนี้สิ้นเงินค่าแรงจีนขุดเป็นเงิน 102 ชั่ง 4 ตำลึง 1 สลึง 1 เฟื้อง
       เกิดจีนตั้วเหี่ยขึ้นที่เมืองนครชัยศรี และสาครบุรี พ.ศ. 2385
       ครั้นมาถึงเดือน 6 ข้างขึ้น เกิดตั้วเหี่ยวขึ้นที่เมืองนครไชยศรี และแขวงเมืองสาครบุรี 3 พวก ๆ 1 อ้ายจีนคิม พวก 1 อ้ายจีนเอียว พวก 1 อ้ายจีนเปียว ซึ่งเป็นที่ขุนวิจิตรภักดี นายอำเภอเมืองสาครบุรี มีผู้คนเข้าตั้วเหี่ยด้วยประมาณพวกละ 1,000 คนเศษ จึงโปรดให้พระสมบัติวานิช หลวงเทพภักดี กับหัวหมื่นตำรวจ ออกไปจับอ้ายจีนคิมกับอ้ายจีนเปียว ซึ่งเป็นขุนวิจิตรภักดีเข้ามาโปรดให้ลงพระราชอาชญาจำคุกไว้ แต่จีนเอียวนั้นหนีได้ และพวกจีนตั้วเหี่ยก็กำเริบขึ้นเป็นโจรผู้ร้ายปล้นเรือน ตีเรือลูกค้าเป็นหลายราย ได้ชำระยกใหญ่ครั้งนั้นก็คราวหนึ่ง
       เมืองสาครบุรีเกิดจีนตั้วเหี่ย พ.ศ. 2390
       ในปีมะแมนั้น เมื่อเดือน 6 พระยามหาเทพได้ใช้จมื่นทิพเสนา (เอี่ยม)ออกไปจับฝิ่นอ้ายจีนเผียว ที่ลัดกรุด แขวงเมืองสาครบุรี อ้ายจีนเผียวคนนี้เดิมเข้าฝากตัวเป็นบ่าวพระยามหาเทพพระยามหาเทพจับฝิ่นแล้วก็ปล่อยไป เห็นว่ามั่งมีขึ้นแล้วก็จับตัวมาชำระเงินเสียที ทำดังนี้หลายครั้งหลายหน อ้ายจีนเผียวผูกใจเจ็บแค้น จึงคบคิดกันเป็นนายตั้วเหี่ยขึ้น ครั้นจมื่นทิพเสนาออกไปจับก็สู้รบ จมื่นทิพเสนาเห็นผิดประหลาดก็หนีเข้ามากรุงเทพมหานคร พระยามหาเทพกราบบังคมทูลขึ้นจึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาพระคลังจัดข้าหลวงออกไปจับอ้ายจีนเผียว เจ้าพระยาพระคลังจึงจัดให้จมื่นราชามาตย์คุมคนออกไป จมื่นราชามาตย์กราบเรียนว่า จับผู้ร้ายและจีนพวกขายฝิ่นส่งมาให้ก็เป็นคนมากนักหนาแล้ว เห็นแต่พระยามหาเทพปล่อยเอาเงินกินเสีย ไม่ได้ให้ผลประโยชน์บ้างเลย ครั้งนี้ให้พระยามหาเทพไปเองบ้างเถิด เจ้าพระยาพระคลังจึงตัดสินว่าเขาว่าดังนั้น ท่านต้องไปด้วย พระยามหาเทพก็รับอาสาออกไป ขอพระสวัสดิวารีออกไปด้วย พระยามมหาเทพ พระสวัสดิวารี ได้ยกออกไปเมื่อ ณ วันอังคารเดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ ( 14 มีนาคม) และเรือเก๋งพังที่พระยามหาเทพจะไปนั้นอยู่บนโรง เวลากลางคืน ร้องเสียงเหมือนช้าง ยกไปครั้งนี้คนประมาณ 300 แล้วเกณฑ์กรมการเมืองสาครบุรีและชาวบ้านไปช่วยอี รวมกันเป็นคนประมาณ 500-600 คน คนเหล่านั้นไปเรือสำปั้นเปล่าบ้าง หรือสำปั้นมีประทุนบ้าง เรือเป็ดบ้าง ยกขึ้นไปถึงลัดกรุด เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 4 ขึ้น 12 คำ ( 16 มีนาคม) ที่นั้นตลิ่งสูงจะขึ้นไปมิได้อ้ายจีนเผียวเอาปืนมานั่งยิ่งอยู่ตามตลิ่ง พระยามหาเทพนุ่งจีบออกยืนอยู่หน้าเก๋งพัง เร่งให้เรืองเหล่านั้นเข้าไป ห่างไกลอยู่ประมาณ 6 เส้น พระยามหาเทพถูกปืนเข้าที่ใต้สะดือ 3 นิ้ว แล้วกลับเข้าไปนอนในเก๋ง สั่งให้บ่าวกลับเรือมา พวกเรือที่ยกไปด้วยกันไม่ทันรู้ว่ากระไรก็พากันกับหมด ครั้นมาถึงเมืองสาครบุรี มิได้สั่งให้ผู้ใดอยู่รักษาเมือง ทิ้งเมืองสาครบุรีเสียเข้ามากรุงเทพมหานคร ฝ่ายที่ปรึกษาอ้ายจีนเผียวจึงว่ากับอ้ายจีนเผียวว่า เราทำการเหลือเกินถึงเพียงนี้แล้วจะสู้ก็ไม่ได้ จะหนีก็ไม่ทัน ให้ตามพระยามหาเทพเข้าปกรุเทพมหานคร จุดเผาบ้านเมืองให้ผู้คนตื่นตกใจแล้วหักเอาพระราชวัง เก็บเอาทรัพย์สินสิ่งของอย่าง 1 ถ้ามิดังนั้นให้ตีเอาบ้านขุนนางและบ้านเจ๊สัวผู้มีทรัพย์ได้เงินทอง แล้วตีเอาเรือลูกค้าพากันหนีออกไปทะเล เป็นปัญญาที่ 2 ถ้ามิทำได้ ดังนั้นก็ตีเอาบ้านท่าจีนและบ้านสนานไชย (มหาชัย) บ้านโกรกกราก ได้ทรัพย์สิ่งของมากแล้วตีเอาเรือไหหลำ 2 ลำ กับเรือทะเลอื่นอีกพากันลงเรือหนีไปคิดได้อย่างนี้เป็นปัญญาที่ 3 เคหะพระบารมี อ้ายจีเผียวหาเห็นด้วยที่ปรึกษาไม่ คิดแต่จะหนีไปทางบกยกเข้าแดนอังกฤษอย่างเดียวจึงข้ามฝากไปตั้งอ่ยูโรงน้ำตาลทรายลงจู๊จิวไซ พระบาทสมเด็จพระจเาอยู่หัวได้ทราบทราบว่าพระยามหาเทพถูกปืนกลับมาแล้ว โปรดให้เจ้าพระยาคลังคุมพวกตำรวจในพระยามหาเทพและกองรามัญ ออกไปจากกรุงเทพมหานครเดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ (เสาร์ที่ 18 มีนาคม) ตั้งจัดทัพอยู่ที่เมืองสาครบุรี 2 วัน ให้เรือถือหนังสือไปถึงผู้รักษาเมืองสมุทรสงคราม เมืองราชบุรีให้ตีสกัดลงมาครั้น ณ เดือน 4 แรม 1 ค่ำ (จันทร์ที่ 20 มีนาคม ) เจ้าพระยาพระคลังยกขึ้นไปตีอ้ายจีนเผียวที่ลัดกรุด อ้ายจีนเผียวสืบรู้ว่า มีกองทัพยกออกไปมากก็ไม่คิดสู้รบ หนีตัดไปบ้านโพธิหัก จะไปออกด่านเจ้าค้าวแดนอังกฤษ พระยาสมุทรสงครามยกทัพสวนมาพบอ้ายจีนเผียวที่บ้านโพธิหัก ได้สู้รบกัน ฆ่าพวกอ้ายจีนเผียวายลงประมาณ 1,000 คนเศษ อ้ายจีนเผียวกับพวกที่เหลือตายก็ตัดหนีลงมาทางบางนกแขวก แขวงเมืองราชบุรี พวกชาวเขมรกรมการเมืองราชบุรี ก็ไล่ฆ่าฟันพวกอ้ายจีนเผียวที่บ้านบางนกแขวกประมาณ 300 เศษ จับอ้ายจีนเผียว ตั้วเหี่ย อ้ายจีนกายี่เหี่ย พอเจ้าพระยาพระคลังออกไปถึงเมืองราชบุรี จึงให้จมื่นไวยวรนาถคุมอ้ายจีนเผียว อ้ายจีนกาเข้ามากรุงเทพมหานคร เจ้าพระยาพระคลังยังจัดการสืบสาวนอ้ายจีนอยู่"
       ต่อมา ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตามพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ปี พ.ศ. 2409 ว่า
       "ในปีขาลนั้น โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระภาษีเจริญบริบูรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าภาษีฝิ่นเอาเงินภาษีฝิ่นขุดคลอง ตั้งแต่คลองบางกอกใหญ่ริมวัดปากน้ำไปตกแม่น้ำเมืองนครไชยศรี ยาว 620 เส้น กว้าง 7 วา ลึก 5 ศอก เป็นราคาค่าจ้างขุดคลองและตอไม้รวมเป็นเงิน 1,400 ชั่ง ชื่อว่าคลองภาษีเจริญ " และในปี พ.ศ. 2411 ว่า
       "ครั้นมาถึงวันจันทร์ เดือน 7 ขึ้น 4 ค่ำ (วันที่ 25 พฤษภาคม ) พณ ฯ หัวเจ้าท่านสมุหกลาโหมได้ไปเปิดคลองขุดใหม่ที่บางนกแขวก คล่องนี้ได้บงมือขุดเมื่อปลายปีขาล อัฐศก ขุดตั้งแต่แม่น้ำบางยางเมืองนครไชยศรีฝั่งตะวันออก ไปตกคบองบางนกแขวก แขวงเมืองราชบุรี ยาว 840 เส้น กว้าง 6 วา ลึก 6 ศอก รวมค่าจ้างขุด ค่าตอไม้ เงินใน ฯพณฯ หัวเจ้าท่านสมุหกลาโหม 1,000 ชั่ง ซึ่งในหลวงพระราชทานธารณะด้วย 400 ชั่ง รวมเป็นเงิน 1,400 ชั่ง ให้ชื่อคลองดำเนิสะดวก"
       ".....และเมื่อเดือน 11ปีมะเส็ง นพศก เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาดษาธิบดี จ้างจีนขุดคลองที่ลัดขุน แขวงเมืองสมุทรสาครคลอง 1 ยาว 21 เส้น 10 วา กว้าง 5 วา 1 ศอก ราคาเส้นละ 10 ตำลึง รวมเงิน 10 ชั่ง 15 ตำลึง ภายหลังคลองนั่นยังตื้นอยู่ จึงจ้างพวกมอญขุดอีเส้นละ 10 ตำลำ พวกมอญจึงเอากระบือลงลุยไล่เอา คลองนั้นก็ลึกว้างออกไปมาทุกวันนี้ น้ำกัดเซาะออกไปอี กว้างทั้งเก่าให้ถึง 13 - 14 วา จนเรือเสาใบเดินได้น้ำแห้งก็ไม่ขัด คลองที่ลัดกรุดแห่งหนึ่ง เดิมในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกจีนขุดคลองเล็ก ๆ สำหรับขนอ้อยเดี๋ยวนี้น้ำกัดเซาะก็กว้างออกไปเท่าแม่น้ำใหญ่"
       เมืองที่ทรงตั้งในรัชกาลที่ 4
       ".....เมืองขึ้นกรมท่า เมืองนนทบุรีศรีมหาสมุทร แปลงเป็นเมืองนนทบุรีศรีมหาอุทยาน เมืองสาครบุรีแปลงเป็นเมืองสมุทรสาคร เกาะกงให้ชื่อเมืองประจันตคีรีเขตต์รวม รวม 3 เมือง
       ตั้งสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม ในรัชกาลที่ 5
       ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบถึงคุณธรรม ความเสียสละ และความสามัคคีพร้อมเพรียงที่ชาวจังหวัดสมุทรสาครได้สละที่ดิน พร้อมทั้งแรงงานและเงินสร้างถนนขนาดใหญ่ มีความยาวมากได้อย่างสวยงาม น่ายกย่องสรรเสริญ สมควรเป็นตัวอย่างอันดีแก่ประชาชนโดยทั่วไป จึงได้เสด็จมากระทำพิธีเปิดถนนสายนี้เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ชาวจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2448 ตรงกับ ณ.ศ. 124 ให้ชื่อว่า " ถนนถวาย"สืบมาจนทุกวันนี้
       ดังนั้น จึงได้ทรงมีประกาศพระบรมราชโองการจัดตั้งสุขภิบาลตำบาลตลาดท่าฉลอมขึ้นเมื่อวัน 18 มีนาคม 2448 (ร.ศ. 124) การสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทยจึงได้เริ่มอุบัติขึ้นเป็นแห่งแรกที่ตำบล ท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร
       (จากประวัติการตั้งสุขาภิบาลในประเทศไทย)

ผู้รวบรวม : จำเริญ โพธิ์ปั้น





สงวนลิขสิทธิ์ 2553-2555 โดย พี แอนด์ พี คอมพิวเตอร์
= หนังสืออ้างอิง = เกี่ยวกับผู้จัดทำ =