วันอังคารที่ 21 เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช 2560 | เวลา 0 นาฬิกา 21 นาที
 
 หน้าแรกของเว็บไซต์
 ประวัติต่าง ๆ วัดช่องลม
ประวัติวัดสุทธิวาตวราราม ประวัติพระอุโบสถ ประวัติพระประธาน ประวัติเจ้าอาวาสวัดช่องลม ประวัติหลวงปู่แก้ว ประวัติวิหารหลวงปู่แก้ว ประวัตินกนางแอ่นในวิหาร ประวัติผู้ก่อตั้งวัดช่องลม ประวัติวัตถุมงคล ประวัติอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ประวัติอุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิม
 ประวัติต่าง ๆ สมุทรสาคร
พระพุทธเจ้าหลวงกับสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครในอดีต ตราประจำจังหวัดสมุทรสาคร ตราสัญลักษณ์เทศบาลสมุทรสาคร ท่าเรือเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ประวัติโรงพยาบาลสมุทรสาคร
 เพลงธรรมะ - เสียงธรรม
 เส้นทางมาวัดสุทธิวาตวราราม
 แบบฟอร์มติดต่อ-สอบถาม





























































   


 เบื้องต้นเรื่องพระธาตุ

       พระบรมธาตุ หรือ พระบรมสารีริกธาตุนั้นแท้ที่จริงก็ คือ พระบรมอัฐิหรือกระดูกของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเองแต่ที่ไม่เรียกว่า     "พระบรมอัฐิ" ก็เป็นเพราะพระบรม ธาตุมีลักษณะและอานุภาพแตกต่างจากกระดูกของมนุษย์ธรรมดาเป็นอันมากทั้งนี้เป็นเพราะพระพุทธองค์ ทรงสมบูรณ์ด้วย พระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ และ พระกรุณาธิคุณ อย่างที่ไม่อาจมีบุคคลใดมาเทียบได้ ทรงเป็นผู้สำเร็จอรหัตผล และบรรลุถึง ซึ่งพระนิพพานอันเป็น ธรรมวิเศษยอดยิ่ง ดังนั้นพระบรมธาตุมิใช่มีลักษณะเหมือนดังกระดูกมนุษย์สามัญโดยทั่วไป   หากแต่มีลักษณะเป็น "ธาตุ" ชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อมองดูโดยผิวเผินแล้วก็จะคล้ายไข่มุกขนาดเล็ก คล้ายหิน คล้ายแก้ว คล้ายเพชร ฯลฯ และมีสีสันวรรณะต่างๆกัน เช่น ขาวสุกใส ขาวดุจงาช้าง เขียว เหลืองอ่อน แดงเรื่อๆ สีทอง ฯลฯ

      พระอรหันตธาตุ ก็คือ อัฐิของพระอริยสงฆ์ที่เพียรพยายามปฏิบัติธรรมตามแนวทางที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้จนจิตบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์เป็นเหตุให้ อัฐิของท่านกลายเป็น "พระธาตุ" เช่นพระโมคคัลลาห์ พระสารีบุตร  หลวงปู่มั่น ฯลฯ
  
          ลักษณะของพระบรมธาตุ
          1.พระบรมธาตุที่มีลักษณะคล้ายเพชรเท่าที่เคยพบมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ ชนิดใส และ ชนิดขุ่น หากเป็นเพชรชนิดใส ก็จะเป็นองค์ขนาดเล็ก ส่องแสงเป็นประกายแวววับจับตา หากเป็นเพชรชนิดขุ่นก็จะมีองค์ขนาดเขื่องขึ้นมา แต่ว่าไม่ส่องแสงเป็นประกายอย่าง ชนิดเพชรใส
          2.มีรูปพรรณสัณฐานต่างๆกัน เช่น กลม เสี้ยว ยาวรี เป็นเหลี่ยม บางอย่างมีลักษณะคล้ายกระดูกคนธรรมดา ต่างแต่ว่ามีขนาดเล็กกว่ามาก วรรณะทั่วไปจะออกเป็นมันเลื่อมมีสี ต่างๆว่าออกเป็นขาวงาช้าง ขาวสุกใส แดงเรื่อๆเหลืองปนแดงพระอรรถกถาจารย์ได้จำแนกพระบรมธาตุออก เป็น 2 ประเภท ดังนี้                             
          1.นวิปปกิณณา ธาตุ 

         2.วิปกิณณา ธาตุ
         

          1.นวิปปกิณณา ธาตุ คือพระบรมธาตุที่ไม่แยกกระจัดกระจายหรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า ประเภทที่ยังอยู่เป็นชิ้นเป็นอันบริบูรณ์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ทั้งหมด 7 องค์ คือพระเขี้ยวแก้ว 4 องค์ พระรากขวัญ 2 องค์ และพระอุณหิศ 1 องค์ มีที่ประดิษฐานดังนี้

          พระเขี้ยวแก้ว 4 (พระทาฐธาตุ)
          1.พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา ประดิษฐานอยู่ในจุฬามณีเจดียสถาน ณ ดาวดึงเทวโลก (สวรรค์ชั้นดาวดึงส์)
          2.พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา เดิมประดิษฐานอยู่ ณ เมืองกาลิงคราฐ แต่บัดนี้ได้ไปสถิต อยู่ในประเทศลังกา
          3.พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองคันธารราษฎรประเทศลังกา
          4.พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำซ้าย ไปประดิษฐานอยู่ในนาคพิภพ (เมืองพญานาค)

          พระรากขวัญ 2 (กระดูกไหปราร้า)
          1.พระรากขวัญเบื้องขวา ไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ถูปาราม ประเทศลังกา
          2.พระรากขวัญเบื้องซ้าย ขึ้นไปประดิษฐานอยู่ในทุสสเจดีย์

พระอุณหิส หรือ พระนลาฏธาตุ 1 หนังสือมหาวงศ์และชินกาลมณีปกรณ์กล่าวไว้ว่าประดิษฐานอยู่ที่องค์พระเจดีย์ยอดเขาโสณฑิยะระหว่างแม่น้ำเสรุกับกับแม่น้ำวรภะบนฝั่งขวา ของแม่น้ำมหาวาลุกคงคาในประเทศศรีลังกาแต่พระสังคีกิกาจาย์ได้ประมวลไว้ว่าพระอุณหิสได้ขึ้นไปประดิษฐานอยู่ในทุสสเจดีย์บนพรหมโลก

2.วิปปกิณณา ธาตุ คือพระบรมธาตุที่แยกย้ายกระจัดกระจายกันในที่ต่างๆ มีอยู่เป็นจำนวนมากที่เป็นเช่นนี้พระอรรถกถาจารย์ได้ กล่าวไว้ว่าเรื่องนี้เกิดแต่พุทธปริวิตกก่อนที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพานได้ทรงคำนึงถึงการที่จะประทานตัวแทนของพระองค์ให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงทรงได้ดำริว่า" พระสรีรกายของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆซึ่งมีพระชนมายุยืนนานเมื่อดับขันธปรินิพานแล้วพระบรมธาตุ รวมกันเป็นแท่งเดียวดุจท่อนทองส่วนเราตถาคตมีพระชนมายุไม่ยืนนาน เสด็จโปรดสัตว์ได้ชั่วเวลาไม่เท่าใดก็จะเสด็จเข้าสู่นิพพานโดย ที่พระศาสนายังมิได้แผ่ไพศาลไปในที่ทั้งปวงเท่าที่ควร ดังนั้นตถาคตเสด็จนิพพานไปแล้ว หมู่มหาชนก็น่าจะได้มีพระบรมธาตุ ไว้สักการะบูชาแทนสืบไป" ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐานให้พระบรมธาตุแตกกระจัดจายออกไปโดยแบ่งออกเป็น 3 ขนาด 3 สี 3 สัณฐาน ดังนี้

               ลักษณะของพระบรมธาตุ มี 3 ลักษณะด้วยกัน คือ
          1.เหมือนดอกมะลิตูม บางแห่งเรียกว่า สีพิกุล ตามตำนานว่าตวงได้ทั้งหมด 6 ทะนาน
          2.เหมือนจุณ หรือ ผงทองคำ บางแห่งเรียกว่า สีทองอุไร ตามตำนานว่ามีอยู่ 5 ทะนาน
          3.เหมือนแก้วมุกดาที่เจียรไนแล้ว บางแห่งเรียกว่า สีผลึก ตามตำนานว่ามีอยู่ 5 ทะนาน
 
               ขนาดของพระบรมธาตุ มีอยู่ 3 ขนาดด้วยกัน คือ
          1.ขนาดเล็ก พระบรมธาตุประเภทนี้แหละที่ท่านกล่าวไว้ว่าสีเหมือนดอกมะลิตูม
          2.ขนาดเขื่อง ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารหักกลาง ท่านกล่าวไว้ว่ามีสีเหมือนแก้วมุกดา   
          3.ขนาดใหญ่ ประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวผ่ากลาง ท่านว่าสีเหมือนทองคำหรือทองอุไร

          การลอยน้ำของพระบรมธาตุ

          ลักษณะที่พระบรมธาตุลอยน้ำนั้น ท่านผู้รู้ได้ให้ข้อคิดไว้ว่าหากใช้ความสังเกตุให้ดีก็จะเห็นได้โดยชัดเจนว่า มิใช่ลอยอย่างท่อนไม้ แบบลอย ครึ่งจมครึ่ง แต่พระบรมธาตุจะลอยแบบประทับลงบนน้ำ ทำให้พื้นน้ำในบริเวณนั้นเป็นแอ่ง หรือเป็นรอยบุ๋มลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจนเรียกว่า ประดิษฐานอยู่เหนือน้ำ พระบรมธาตุบางองค์เมื่อลอยไปลอยมาก็อาจจมลงในน้ำได้ แต่ถ้าเราค่อยๆประจงช้อนขึ้นมาวางบนพื้นน้ำใหม่ ก็อาจ กลับลอยให้เห็นได้อีกและหากลอยคราวละหลายๆองค์ ก็มัก จะรวมจับกลุ่มติดกันเป็นแพ

           พระธาตุเสด็จ

          บรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวไว้ว่า ท่านผู้มีพระบรมธาตุไว้ หากหมั่นปฏิบัติบูชา และถวายสักการะตามกรรมวิธีอันเหมาะสมแล้ว ก็จะบันดาลให้พระบรมธาตุหรือพระธาตุองค์อื่นเสด็จปาฏิหารย์มารวมอยู่ด้วยกันได้

          ดังที่ทราบมาแล้วว่า พระบรมธาตุ นั้นเป็นวัตถุมงคลสูงสุด ทรงอานุภาพที่สุด ที่พึงจะหาได้ในโลกนี้จึงเป็นที่ต้องการของเหล่าพุทธศาสนิกชน เพื่อจะมีไว้เคารพสักการะบูชา สำหรับบางท่านก็มีไว้บูชาในบ้านของตนเองแล้ว บางท่านอยากจะทราบถึง วิธีการอันเชิญซึ่งท่านผู้รู้ได้บอกกล่าวไว้ว่า บุคคลผู้นั้นจะต้องถือศีล 5 เป็นประจำ และหมั่นสวดมนต์บูชาพระอยู่เสมอและมีพิธีอัญเชิญพระธาตุ คือ

พิธีการอันเชิญพระธาตุ

  1. จัดที่บูชาพระให้สะอาด
  2. ตั้งพานดอกมะลิบูชาหน้าพร
  3. อาบน้ำให้ร่างการสะอาด
  4. นุ่งขาวห่มขาว
  5. รับศีล 5 จากพระพุทธรูป
  6. ตั้งนะโม 3 จบ แล้วสวดสรรเสริฐพระพุทธคุณ ดังนี้

          อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปุริสะทัมมะสารถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

หลังจากนั้นสวดคาถาเชิญพระธาตุ

          อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คะตา สะมิมะ หันตา ภินนะ- มุตตา จะ มัชฌิมา ภินนะ ตัณฑุลา   ขุททุกา สาสะปะมัตตา เอวัง ธาตุโย สัพพัฏฐาเน อาคัจฉันตุ สีเส เม ปัตตันตุ

          ท่านบอกไว้ว่าการเชิญนั้นบางครั้งก็มา บางครั้งก็ไม่มา ขึ้นอยู่กับบุญบารมี ส่วนการเสด็จมานั้นเป็นไปได้หลายทาง เช่น เสด็จมาเอง คนเอามาให้ เป็นต้น

คำบูชาพระธาตุแบบไม่จำเพาะเจาะจง

อะหัง วันทามิ ธาตุโย               อะหัง วันทามิ สัพพะโส

คำบูชาพระธาตุแบบเจาะจง

ถ้าประสงค์จะบูชาพระธาตุแบบเจาะจงให้นำฉายาของท่านวางหน้าคำว่า"ธาตุโย"เช่น

คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

อะหัง วันทามิ สารีริกะธาตุโย                    อะหัง วันทามิ สัพพะโส

คำบูชาพระธาตุพระสิวลี

อะหัง วันทามิ สิวลีธาตุโย                     อะหัง วันทามิ สัพพะโส

คำบูชาพระธาตุหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

อะหัง วันทามิ ภูริทัตตะธาตุโย                        อะหัง วันทามิ สัพพะโส



สงวนลิขสิทธิ์ 2553-2555 โดย พี แอนด์ พี คอมพิวเตอร์
= หนังสืออ้างอิง = เกี่ยวกับผู้จัดทำ =